Thai2Home.com : บ้านเช่า,บ้านให้เช่า,ให้เช่าบ้าน,ขายบ้าน,บ้านมือสอง

Home

บ้านขาย-เช่าราคาถูก

โฆษณาฟรี

บ้านเช่าดอทเนต

ฝากขายบ้าน

โฮมออฟฟิศให้เช่า

ฝากบ้านเช่า

ThaiRENTcenter.com เว็บบ้านเช่า! ที่มีรูปทุกมุม
---------------------------->
 ศูนย์บ้านเช่า
 BAANChaoThai.com
 ThaiRENTcenter.com (English version)
 บ้านเช่าโครงการหรู
 บ้านเช่าใกล้สุวรรณภูมิ
 โฮมออฟฟิศให้เช่า
 บ้านเช่าถนนพระรามเก้า รามคำแหง รัชดา ห้วยขวาง
 บ้านเช่าถนนสุขุมวิท พระโขนง ศรีนครินทร์ บางนา
 บ้านเช่าเถนนลาดพร้าว บางกระปิ สุขาภิบาล รามอินทรา
 บ้านเช่าใจกลางเมือง ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สาธร สีลม
 บ้านเช่าถนนจรัญสนิทวงค์ ปิ่นเกล้า บางแค เพชรเกษม
 บ้านเช่าวิภาวดีรังสิต ประชาชื่น บางเขน นนท์-ปทุม
 บ้านเช่าต่างจังหวัด ทุกทำเลทั่วประเทศไทย
---------------------------->
 บ้านเช่าไทย ดอทคอม
 ThaiHomeRENTAL.com
 บ้านเช่าออนไลน์ ดอทคอม
 บ้านและตกแต่ง
 สาระน่ารู้ สร้างต่อเติมบ้าน
 สารพันปัญหางานสร้างบ้าน
 ฮวงจุ๊ย กับ การจัดบ้าน
 ซ่อมบ้าน ด้วยตัวเอง
 โฉนดที่ดิน อย่าให้ใครยืม !
 เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านและสวน
 ศูนย์รวมเว็บไซท์อสังหา
 บริษัทกำจัดหนู แมลง มด ปลวก
 บริษัทออกแบบ ตกแต่งบ้าน
 Home Classified
 SEXY OF The DAY !
 บ้านฝากขาย-ให้เช่า
 JOKE2HOME
 หอพัก อพาร์ทเมนท์ให้เช่า
 สินเชื่อ สถาบันการเงิน
 บริษัทโครงการบ้านจัดสรร
 ลงประกาศซื้อขายเช่าบ้าน
 บ้านเช่า/Facebook โฆษณาฟรี
 รับฝากให้เช่าบ้าน
 ขายบ้าน เรื่องหมู หมู
 คำนวนภาษีค่าโอนที่ดิน
 ราคาประเมินที่ดิน
 คำแนะนำติดต่อที่ดิน
 ราคาที่ดิน เขตกทม.
 ราคาที่ดิน ต่างจังหวัด
--------------------------->
เว็บไซท์ที่น่าสนใจในเครือ Thai2Home.com
 BaanChaoOnline.com
 บ้านเช่า ดอทเนต
 BaanChao.net
 SecondCars.com
 ThaiRENTcenter.com
 ThaiHomeRENTAL.com
 BAANChaoThai.com
 บ้านที่ทำสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว (งดให้เช่า)
 *
 ---------------------------->
บ้านเช่าออนไลน์ เลือกตามชื่อถนนเขตกรุงเทพ-ปริมณฑล
 ถนนบางนา-ตราด
 ถนนแจ้งวัฒนะ
 ถนนเจริญกรุง
 ถนนลาดพร้าว
 ถนนนิมิตรใหม่
 ถนนพหลโยธิน
 ถนนรามคำแหง
 ถนนรามอินทรา
 ถนนพระรามสี่
 ถนนรังสิต-นครนายก
 ถนนพระรามเก้า
 ถนนพระรามสาม
 ถนนสุขุมวิท
 ถนนศรีนครินทร์
 ถนนสุวินทวงศ์
 ถนนติวานนท์
 ถนนวิภาวดีรังสิต
 ถนนงามวงศ์วาน
 ถนนประชาชื่น
 ถนนนราธิวาส
 ถนนนวมินทร์
 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
 ถนนรัชดา
 ถนนราชพฤกษ์
 ถนนรัตนาธิเบศธ์
 ถนนเสรีไทย
 ถนนสาธร
 ถนนสีลม
 ถนนสาธุประดิษฐ์
 --------------------------->
บ้านเช่าไทย ดอทคอม เลือกค้นหาตามราคาบ้านเช่า/เดือน
 BAANChaoThai.com
 บ้านเช่าราคา 10,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 20,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 30,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 40,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 50,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 60,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 70,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 80,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 90,000 บาท
 บ้านเช่าราคา 100,000 บาท


Lifestyle Channel

เทคนิคค้าปลีกที่คุณก็ทำได้



ร้านขายปลีกสินค้าและบริการ

แนวคิด
1.การขายปลีกเป็นการขายสินค้าและบริการแก่ลูกค้า ซึ่งเป็นผู้บริโภคเองโดยตรง
2.ร้านขายปลีก มีความสำคัญต่อชุมชน และระบบเศรษฐกิจส่วนรวม เพราะอำนวยความสะดวกจัดหาสินค้ามาบริการให้แก่ครอบครัวผู้บริโภค และเป็นร้านค้าที่ส่งผลต่อระบบเงินหมุนเวียนของประเทศ
3.ในการดำเนินการร้านขายปลีกองค์ประกอบที่สำคัญได้แก่ ตัวผู้ประกอบการ สินค้า ลูกค้าและร้านค้า
4.การเลือกทำเลที่ตั้งร้านขายปลีกต้องพิจารณา กลุ่มลูกค้าผู้บริโภค การคมนาคม ย่านการค้าใกล้เคียง
5.การจัดร้านขายปลีก มีความสำคัญ ทั้งการจัดหน้าร้าน ภายในร้าน และการให้บริการ

ความหมายและความสำคัญของการขายสินค้าและบริการ

คนส่วนใหญ่ จะคุ้นเคยกับการซื้อขายสินค้า และบริการในรูปแบบของร้านขายปลีกต่างๆ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า กว่าร้อยละ 90 ของร้านค้าขายในวงการธุรกิจนั้น เป็นการดำเนินงานร้านขายปลีกทั้งสิ้น การขายปลีก หมายถึงการขายสินค้าและบริการแก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการไปใช้สนองความต้องการของตนเองโดยตรง มิใช่เพื่อธุรกิจการขายต่อ ส่วนใหญ่จะเป็นการขายเพื่ออุปโภค บริโภค จะเป็นร้านขายสินค้าอย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ได้ เช่น ร้านขายเครื่องโลหะ ร้านขายอะไหล่รถ ร้านขายน้ำมัน ร้ายขายยา ร้านขายอาหาร ตลอดจนห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

ร้านขายปลีก มีบทบาทสำคัญต่อชุมชนและต่อระบบเศรษฐกิจส่วนรวม ในชุมชนที่มีร้านขายปลีกสินค้า และบริการเอื้ออำนวยความสะดวกในการจัดหาสินค้าหรือบริการเพื่อการบริโภค จะมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นทุกครอบครัว ทำให้มีมาตรฐานความเป็นอยู่ในชีวิตสุขสบาย

ในระบบเศรษฐกิจรวม ร้านขายปลีกมีบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินหมุนเวียนของประเทศ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟูหรือไม่ก็ได้ เพราะประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ด้านภาษีของรัฐ เรียกเก็บจากร้านขายสินค้าปลีก

ประเภทของร้านขายสินค้าและบริการ

ร้านขายปลีกเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิตสินค้ากับผู้ใช้สินค้าหรือบริการโดยจะเป็นผู้ให้ข้อมูลว่า สินค้าใดขายดีเป็นที่นิยม และเป็นผู้จัดหามาบริการให้ลูกค้าตามต้องการ

ร้านขายสินค้าและบริการ มีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับเงินทุน ร้านขายปลีกขนาดเล็กลงทุนน้อย ดำเนินงานโดยเจ้าของคนเดียว มีอิสระในการจัดการ เป็นที่นิยมกันมาก โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นประกอบการ ซึ่งหากกิจการดี มีความเจนจัดในธุรกิจการขายแล้ว อาจขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น มีการจ้างพนักงานขายมาช่วยด้วย การดำเนินงานจะซับซ้อนมากขึ้น

เพื่อความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ร้านขายปลีกจึงนิยมแบ่งตามประเภทของสินค้าและบริการ

1.ร้านขายของเบ็ดเตล็ด ขายสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ของใช้ในครัวเรือน เครื่องเขียน ยาสามัยประจำบ้าน ของเด็กเล่น เป็นต้น มักเป็นร้านขนาดเล็กที่อำนวยความสะดวกแก่คนในท้องถิ่น
2.ร้านขายปลีกสินค้าทั่วไป ร้านประเภทนี้มีอยู่ตามริมถนนทั่วไปในชุมชน มีสินค้านานาชนิด ราคาแตกต่างกัน ให้ลูกค้าเลือกซื้อตามความต้องการ ทั้งเสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน
3.ร้านขายปลีกสินค้าเฉพาะอย่าง เป็นร้านขายสินค้าประเภทเดียวกัน หรืออุปกรณ์เกี่ยวข้องกัน เช่น ร้านขายเครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน หรือร้านขายแก๊ส มีเตาแก๊สและอุปกรณ์จำหน่ายด้วย หรือร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป นอกจากนี้ยังมีร้านที่ขายสินค้าราคาแพง เช่น ร้านขายรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล เป็นต้น ร้านประเภทนี้มักอยู่ในที่คมนาคมสะดวก ย่านธุรกิจการค้า มีชุมชนหนาแน่นทุกแห่งทั้งในเมือง และชานเมือง
4.ร้าน/ห้างสรรพสินค้า เป็นร้านขายปลีกขนาดใหญ่ ขายสินค้าหลากหลายชนิด หลายตรา หลายราคา ให้ลูกค้าเลือกซื้อตามความต้องการในที่นั้นที่เดียว ร้านขายปลีกประเภทนี้ มักดำเนินการในลักษณะห้างหุ้นส่วน และตั้งอยู่ในย่านธุรกิจการค้า คมนาคมสะดวก มีบริการพิเศษ แก่ลูกค้า เช่น มีที่จอดรถ มีอาหารขายทั้งสดทั้งแห้งตลอดจนสำเร็จรูป ที่บริการสถานที่รับประทาน และบางแห่งยังมีที่เล่นสนุกสนานสำหรับลูกหลานลูกค้าด้วย
การบริหารงานมีระเบียบแบบแผน แบ่งเป็นแผนกต่างๆ ตามลักษณะงาน และสินค้า

องค์ประกอบของการดำเนินงานร้านขายปลีกสินค้าและบริการ

เมื่อต้องการดำเนินงานร้านขายปลีกสินค้าและบริการด้วยตนเอง ควรคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.สินค้า จะขายอะไร ซื้อหาสินค้านั้นได้ที่ไหน ราคาเท่าใด จะขายได้คุ้มการลงทุนหรือไม่
2.ร้านค้า จะตั้งร้านขนาดไหน มีทุนเท่าไร จะทำคนเดียว หรือหุ้นกับใคร สภาพร้านจะเป็นอย่างไร ตั้งที่ไหนจะดี มีทำเลเหมาะสมหรือยัง เป็นต้น
3.ตนเอง ต้องพิจารณาความพร้อมด้านต่างๆ ของตนเอง ทั้งด้านเงินทุน ด้านความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ของตนเอง ด้านความร่วมมือของครอบครัว จะช่วยเหลือการเงินและแรงงานได้เพียงใด ตลอดจนคุณสมบัติส่วนตัวของผู้ประกอบการขายเอง
4.ลูกค้า ต้องรู้กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด คือ ผู้ซื้อและผู้ใช้บริการว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหนบ้าง ต้องการสินค้าและบริการประเภทใด มีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

การเลือกทำเลที่ตั้งร้านขายปลีก

กิจการขายปลีกต้องอาศัยหน้าร้าน หรือทำเลที่ตั้งเป็นหลักสำคัญ หากเจ้าของผู้ดำเนินการเลือกตั้งร้านในทำเลที่เหมาะสม นับว่าได้รับความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง

การเลือกทำเลที่ตั้งร้านขายปลีกนั้น พิจารณาจากสิ่งเหล่านี้

1.ผู้บริโภค ผู้ขายปลีกควรพิจารณาผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้
ความสะดวกในการเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าในร้านสะดวกเพียงใด
จำนวนผู้บริโภคที่เดินผ่านไปผ่านมา ว่าส่วนใหญ่เป็นเพศใด อยู่ในช่วงอายุเท่าใด และเดินผ่านช่วงเวลาใด มากน้อยเพียงใด
พฤติกรรมการซื้อสินค้าแต่ละชนิดของผู้บริโภค
2.การคมนาคมสะดวก ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในบริเวณทางแยกของถนน ซึ่งเป็นที่รวมของผู้บริโภค ที่เดินทางไปมา ที่เดินทางต่อไปยังที่อื่นๆ รวมทั้งจำนวนยานพาหนะที่ผ่านไปผ่านมาด้วย ทั้งที่เป็นรถประจำทางและส่วนตัว สามารถเห็นร้านค้าได้ง่าย สะดวกในการเข้ามาซื้อ โดยเฉพาะร้านค้าที่อยู่เส้นทางเดินเท้าที่มีผู้สัญจรไปมามาก
3.ร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียง การพิจารณาร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียง สำหรับร้านค้าประเภทอื่นที่สามารถดึงดูดใจลูกค้าได้ดี ก็ควรตัดสินใจได้ว่าเป็นทำเลดี มีผู้บริโภคเดินผ่านไปมา และการอยู่ในบริเวณเดียวกับร้านขายสินค้าประเภทเดียวกัน ก็เป็นการดีอีกเช่นเดียวกัน เพราะมีโอกาสขายสินค้าได้ย่อมมีมากตามไปด้วย เพราะผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าก็จะไปเลือกยังแหล่งที่มีสินค้าให้เลือกหลายๆ ร้าน และยังสะดวกในการกำหนดราคาขายอีกด้วย

การจัดร้านขายปลีก

เนื่องจากตัวร้านมีส่วนดึงดูดผู้บริโภคให้เข้าร้าน เจ้าของร้านต้องให้ความสำคัญกับทางเข้าร้าน การจัดวางสินค้า และอุปกรณ์ภายในร้านให้สะดุดตาลูกค้า ทำให้เกิดความสนใจอยากซื้อจึงต้องจัดให้เด่น เป็นระเบียบ สวยงาม ลักษณะการจัดร้านที่ดีต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ด้วย

1.เนื้อที่ภายในร้านมากหรือน้อย มีลักษณะอย่างไร
2.ชนิดของสินค้า สินค้าราคาแพงต้องใช้ตู้กระจก ถ้าสินค้าราคาต่ำก็วางกับชั้น หรือโต๊ะได้ ถ้าหากต้องการเน้นจุดสนใจของผู้บริโภค ควรวางสินค้าในระดับสายตาของคนที่ผ่านไปผ่านมา
3.ต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย ร้านค้าขนาดใหญ่ การจัดวางสินค้าต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่แสดงความหรูหรา เพื่อช่วยดึงดูดใจ แต่ถ้าเป็นกิจการขนาดเล็ก ต้องพิจารณาลงทุนในอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการขายที่จำเป็น เช่น ชั้น ตู้ โต๊ะ เป็นต้น
4.ความสะอาด สะดวก ดูแลง่าย เป็นระเบียบ วางสินค้าเป็นหมวดหมู่ ทำให้หยิบง่าย ดูสวยงาม และต้องให้ลูกค้า รวมทั้งผู้ขายสะดวกในการหยิบสินค้าดูด้วย
ร้านขายปลีกที่มีการวางผังภายในร้านดี จะช่วยให้การปฏิบัติงานสะดวก และปลอดภัย โดยลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกชนิด

การจัดหน้าร้าน การจัดด้านหน้าของร้านขายสินค้าปลีกแต่ละแห่ง จะแตกต่างกันตามประเภทของสินค้า ถ้าเป็นร้านค้าขนาดเล็ก ขายสินค้าที่สะดวกซื้อ ร้านขายของชำ จะไม่นิยมตกแต่งหน้าร้าน แต่ถ้าเป็นร้านขายสินค้าสมัยนิยม ต้องตกแต่งหน้าร้านให้เด่น สะดุดตา สร้างความสนใจ ความเชื่อถือให้ลูกค้า
ทางเข้าร้าน ต้องไม่วางสินค้าเกะกะ ลูกค้าจะได้เดินเลือกสินค้าได้สะดวก
ตู้โชว์หรือการจัดสินค้าหน้าร้าน มีส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาสนใจในตัวสินค้า

การจัดสินค้าในร้าน
วิธีการจัดสินค้าในร้านมีวิธีการจัดต่างๆ กัน คือ
1.จัดสินค้าอย่างเดียวกัน รูปร่าง ขนาด และสีเหมือนกัน วางไว้ด้วยกัน เช่น อาหารกระป๋อง
2.จัดสินค้าในลักษณะที่มีสีสันตัดกัน เช่น เสื้อผ้าสีแดงตัดกับสีเขียว จัดมะเขือเทศสีแดงไว้ติดกับมะนาวสีเขียว เป็นต้น
3.จัดสินค้าประเภทเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน แป้งกระป๋องยีห้อต่างๆ กัน
4.จัดวางสินค้าในลักษณะเป็นชั้น แบบขั้นบันได หรือแบบปิรามิด



คุณสมบัติและจรรยาบรรณของผู้ประกอบการ

แนวคิด
1.เจ้าของหรือผู้จัดการร้านขายปลีกสินค้าและบริการจัดเป็นผู้ประกอบการที่จะได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด รวมถึงความเสี่ยงของธุรกิจที่ประกอบอยู่
2.ความรอบรู้ ประสบการณ์ ความสามารถตลอดจนบุคลิกภาพภายนอก และพฤติกรรมของตัวผู้ขาย เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ผู้ขายประสบความสำเร็จ
3.บุคลิกภาพปรับปรุงและเสริมสร้างได้ ทั้งพฤติกรรมภายนอกที่มองเห็นจากการแต่งกาย กิริยามารยาท การพูด และพฤติกรรมภายในที่ส่งผลต่อการแสดงออกภายนอก เช่น ความมีอัธยาศัยร่าเริง สุภาพ เชื่อมั่นในตนเอง และมีเชาว์ไว
4.ผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการ ต้องมีหลักปฏิบัติตนเป็นที่ยอมรับของสังคม มีคุณธรรม ทั้งในด้านความซื่อสัตย์ ความพากเพียร มีใจรักอาชีพการขาย และเป็นผู้มีความอดทน อดกลั้น ในงานขายสินค้า และบริการ

ความหมายของผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการ

ผู้ประกอบการ หมายถึง เจ้าของ หรือ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ซึ่งรับผิดชอบความเสี่ยงและผลประโยชน์ทั้งหมดของธุรกิจที่ประกอบอยู่
การดำเนินงานร้านขายปลีกจะประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการนั้น ซึ่งในกิจการร้านค้าขนาดเล็ก คือ เจ้าของร้านนั่นเอง และถ้าเป็นกิจการขนาดใหญ่จะมีการตั้งผู้จัดการบริหารกิจการขายสินค้าและบริการ โดยมีการจ้างพนักงานขายมาเป็นผู้ขายสินค้าและบริการ

คุณสมบัติของผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการ

ผู้ประกอบอาชีพขายสินค้าและบริการให้ได้ผล ต้องมีความรู้รอบด้าน มีประสบการณ์ มีความสามารถคิดริเริ่มงาน ตลอดจนจะต้องพยายามเสริมสร้างบุคลิกภาพของตนเองตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรมีคุณสมบัติดังนี้

1.ความรู้และประสบการณ์ ผู้ประกอบการอาชีพขายสินค้าและบริการ ต้องมีความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องดังนี้
1.1ความรู้ในการขาย รู้หลักการ วิธีการ และศิลปการขาย
1.2ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการ จะต้องศึกษาอยู่ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าได้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
1.3ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า พฤติกรรมการซื้อเกิดจากเหตุจูงใจเรื่องใด
1.4ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ การดำเนินงานของกิจการ ต้องรอบรู้เรื่องวงการธุรกิจ ทั้งที่กำลังเป็นอยู่ และการเปลี่ยนแปลง
2.ความสามารถ ผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการ ควรจะมีความสามารถในเรื่องต่างๆ ดังนี้
2.1ความสามารถในการบริหารงาน ผู้ประกอบการจะต้องมีความสามารถในการบริหารงานต่างๆ ในร้าน กล้าในการตัดสินใจ ทั้งเรื่องสินค้า ลูกค้า การขาย และการควบคุมพนักงานขาย ตลอดจนวางแผนจัดการร้านค้าให้ประสบความสำเร็จ
2.2ความสามารถในการคบค้าสามาคม เข้ากับคนได้ทุกกลุ่ม การมีไหวพริบ การแก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว มีความคิดริเริ่ม สามารถชี้แนะผู้อื่นได้ และยอมรับข้อเสนอแนะจากผู้อื่นด้วย
2.3ความสามารถในการปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ หมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเองให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม มองธุรกิจให้กว้างขวาง
3.บุคลิกภาพ เป็นลักษณธเฉพาะที่ช่วยให้การขายสินค้าและบริการดำเนินไปอย่างราบรื่น ช่วยให้บุคคลนั้นประสบความสำเร็จในการขาย ซึ่งมีทั้งบุคลิกภาพที่เห็นได้จากภายนอก การแสดงออก การแต่งกาย กิริยามารยาท และบุคลิกภาพที่เป็นพฤติกรรมภายใน เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง ความมีไหวพริบ การเก็บอารมณ์ ความรู้สึก สำหรับผู้ประกอบการที่จ้างพนักงานขายก็จะพิจารณาจากบุคลิกภาพภายนอก โดยดูรูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง การแต่งกาย การพูด และการแสดงความคิดเห็น

การปรับปรุงและเสริมสร้างบุคลิกภาพในการขาย
บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่เสริมสร้างได้ โดยปรับปรุงพฤติกรรมทั้งภายนอกและภายใน
1.พฤติกรรมภายนอก เป็นสิ่งที่มองเห็นจากลักษณะรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย กิริยามารยาท น้ำเสียง และการพูด
1.1ร่างกาย รูปร่างภายนอกจะสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้า ควรมีสุขภาพดี แข็งแรง สะอาด หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
1.2การแต่งกาย ผู้มีอาชีพขายสินค้าและบริการต้องแต่งกายสะอาด เรียบร้อย ถูกกาลเทศะ เหมาะสมกับประเภทของสินค้า หรือให้บริการ
1.3มารยาทและกิริยาที่ติดเป็นนิสัย สินค้าอาจขายได้ง่าย ถ้าลูกค้าพอใจกิริยาท่าทางของผู้ขาย กิริยาบางอย่างที่เคยชินเป็นนิสัย เช่น นั่งสั่นขา เสยผมตลอดเวลา ยืนโยกตัว ฯลฯ เป็นกิริยาที่ทำลายบุคลิกภาพ ควรปรับปรุงกิริยาท่าทางให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เพื่อเสริมสร้างบุคลิก
1.4เสียงและการพูด เป็นสิ่งที่สร้างความสนใจอย่างยิ่ง น้ำเสียง วิธีพูด สำนวนที่ใช้และสีหน้า ในการโต้ตอบสนทนากับผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะเป็นผู้พูดที่ดีแล้ว ในการขายสินค้าและบริการจะต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย
การพูด ต้องใช้เสียงพูดนุ่มนวล ภาษาเหมาะสม ถูกต้อง สีหน้ายิ้มแย้ม มีความแนบเนียนในการใช้สำนวน และไม่พูดมากเกินไป
การฟัง ต้องสนใจฟังผู้พูด จับใจความให้ได้ อย่าใส่ใจกับสิ่งรบกวนอื่นๆ ถ้าคำพูดที่กำลังฟังไม่เป็นที่สบอารมณ์ ต้องระงับความรู้สึกให้ได้
2.พฤติกรรมภายใน เป็นการแสดงออกถึงมารยาท อัธยาศัยที่ดี คำพูดที่อ่อนโยน นิ่มนวล สร้างบุคลิกภาพที่ปรากฏภายนอกให้ดีด้วยผู้ประกอบการขายควรปรับปรุงความรู้สึกนึกคิดของตนเองด้วย ในเรื่องต่อไปนี้
2.1ความสุภาพอ่อนน้อม เป็นมารยาทที่สามารถเรียกร้องความสนใจและการยอมรับจากลูกค้าทุกโอกาส เพราะจะสร้างความประทับใจ ให้ผู้มาติดต่อซื้อสินค้าและบริการจากร้านได้ดียิ่งขึ้น
2.2ความเห็นใจผู้อื่น ผู้ประกอบการค้าปลีก จะต้องรู้จักเห็นใจผู้อื่น จะต้องติดต่อกับลูกค้าในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นต้นว่า การเลือกสินค้าทุกย่อมต้องการการสินค้าที่ถูกใจ มีคุณภาพสูง ถ้าผู้ประกอบการร้านขายปลีกไม่เห็นใจผู้อื่น ก็จะไม่ย่อมให้ลูกค้าเลือกสินค้าตามใจชอบ หรือถ้ามุ่งหวังผลกำไรอย่างเดียวโดยไม่เห็นใจลูกค้า ก็อาจจะตั้งราคาสินค้าสูง หรือปลอมปนสินค้าเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น
2.3ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นคุณลักษณะที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการร้านขายปลีกอย่างมาก เพราะจะต้องติดต่อสัมพันธ์กับพ่อค้าขายส่ง พนักงานเดินตลาด และพนักงานขายในร้าน ถ้าทำงานแบบเอาแต่ใจตัวเอง ไม่รู้จักผ่อนปรน ย่อมไม่ช่วยให้กิจการดำเนินอย่างราบรื่น
2.4ความมีอัธยาศัยร่าเริงอยู่เสมอ ผู้ประกอบการที่มีอัธยาศัยใจคอร่าเริงอยู่เสมอ ช่วยให้การทำงานเป็นไปด้วยดี อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน มองโลกในแง่ดี การดำเนินงานต่างๆ ภายในร้านก็จะรวดเร็ว และมีบรรยากาศสดใส ทุกคนภายในร้านก็จะทำงานด้วยอารมณ์ดี และเป็นกันเอง
2.5 ความเชื่อมั่นในตนเอง ผู้ประกอบการควรจะต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันจะช่วยให้สามารถปฏิบัติงานอย่างมั่นใจ สามารถตัดสินใจได้ถูกต้อง ทำงานเต็มความสามารถของตนเอง ผู้ที่ปราศจากความเชื่อมั่นในตนเอง มักจะลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าเสี่ยง การดำเนินงานร้านขายปลีกต้องการผู้ดำเนินงานที่มีคุณลักษณะนี้อย่างมาก
2.6การปรับปรุงตัวเอง ผู้ประกอบการจะต้องสามารถปรับปรุงตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจก็ดี ภาวะตลาดก็ดี ย่อมจะต้องมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วิทยาการทางเทคโนโลยีได้เจริญรุดหน้าไปมาก ผู้ประกอบการที่ไม่ยอมปรับปรุงตัวเอง ย่อมขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และจะไม่ยอมรับความคิดก้าวหน้าใหม่ๆ จะทำให้กิจการของตนเองหยุดอยู่กับที่ ไม่บรรลุผลสำเร็จในภาวะการณ์ต่างๆ กัน
2.7ความกระตือรือร้น ผู้ประกอบการร้านขายปลีก จะต้องมีลักษณะเฉพาะที่จะขวนขวายหาความรู้ ข้อมูล หรือข่าวสารต่างๆ ใหม่ๆ จะต้องสนใจเอาใจใส่ต่อเหตุการณ์ของโลก จะต้องสนใจกระตือรือร้นในการทำงาน เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าอย่างรวดเร็วทันใจ คนที่ขาดความกระตือรือร้นมักจะพลาดโอกาสและจังหวะที่ดีเสมอ

ความมีเชาว์ทางสังคมและความมีไหวพริบ ความหมายของคำว่า “ความมีเชาว์ทางสังคม” นั้น หมายถึง ความสามารถที่จะพูดหรือทำสิ่งที่ถูกที่ควรในสภาพสังคมทุกแห่ง ซึ่งช่วยให้การติดต่อทางด้านสังคมระหว่างบุคคลเป็นไปด้วยดี ลักษณะนิสัยนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการขายมาก บุคคลที่มีเชาว์ทางสังคมน้อย ควรจะเลือกประกอบอาชีพอื่น ถ้าไม่สามารถปรับปรุงหรือพัฒนาให้เหมาะสมได้
ความมีไหวพริบหรือความแนบเนียนก็เช่นเดียวกัน หมายถึง การทำตนให้เหมาะกับกาลเทศะ อะไรไม่ควรกล่าว อะไรไม่ควรทำ อย่าทำหรือกล่าว เพื่อมิให้เป็นที่สร้างความขุ่นเคืองใจ หรือกระทบกระเทือนใจผู้อื่น ดังนั้น เชาว์ทางสังคมและความมีไหวพริบจึงเป็นลักษณะนิสัยอันเดียวกันที่แยกกันมิได้ เรื่องของไหวพริบนี้ เป็นเรื่องที่สอนได้ยาก แต่จะต้องเรียนรู้เอง โดยอาศัยประสบการณ์ในการสังคมร่วมกับผู้อื่น

จรรยาบรรณของผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการ

จรรยาบรรณ หมายถึง ข้อพึงปฏิบัติในอาชีพที่ถูกต้อง ตามขนบประเพณีนิยม มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับทางสังคม
หลักปฏิบัติที่ถือเป็นจรรยาบรรณของผู้ประกอบการ มีดังนี้
1.ความซื่อสัตย์สุจริต ในการขายปลีกผู้ขาย หรือเจ้าของร้านจะต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ถ้าหากค้าขายขาดคุณธรรมข้อนี้แล้ว ย่อมจะใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ เพื่อให้ผลกำไรสูงขึ้น เป็นต้นว่า ปลอมปนสินค้าที่ขาย หรือฉวยโอกาสกักตุนสินค้าในภาวะที่สินค้าขาดแคลน หรือตั้งราคาขายสินค้าสูงกว่าปกติในขฯะที่มีการไหวตัวทางด้านค่าครองชีพ ทั้งๆ ที่สินค้านั้นค้างสต๊อค ปละซื้อไว้ด้วยราคาต่ำ ผู้ประกอบการควรจะต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ กิจการของตนเองจึงจะรุ่งเรืองก้าวหน้า
2.ความภัคดีต่อกิจการ ผู้ประกอบการจะต้องเข้าใจได้ว่า เรื่องกิจการเป็นคนละส่วนกับเรื่องของส่วนตัว กิจการจะดำเนินอยู่รอด และรุ่งเรืองนั้นต้องอาศัยการบริหารงานของผู้ประกอบการที่มีความจงรักภัคดีต่อกิจการอย่างแท้จริง ในบางครั้งผู้ประกอบการอาจจะนำเงินของกิจการไปใช้ส่วนตัวเกินขนาด หรือทางครอบครัวถือโอกาสใช้จ่ายเงินเกินความจำเป็น ก็ย่อมจะทำให้กิจการต้องล้มเหลวในที่สุดได้
3.ความพากเพียร คุณธรรมข้อนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องยึดมั่นอยู่ตลอดเวลา การทำงานสิ่งใดก็ตามย่อมต้องมีอุปสรรคและปัญหาอยู่เสมอ ถ้าผู้ประกอบการขาดขวัญหรือกำลังใจที่จะมุมานะพากเพียรฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เสียแล้ว การดำเนินงานก็ไม่อาจจะบรรลุผลสำเร็จได้
4.ความไว้วางใจกันและกัน โดยปกติการค้าขายจะต้องอาศัยคุณธรรมข้อนี้อยู่ตลอดเวลา พ่อค้าขายส่งก็ต้องไว้วางใจพ่อค้าขายปลีก ลูกค้า หรือผู้ซื้อก็ต้องไว้วางใจผู้ขาย ความเชื่อถือไว้วางใจกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจะสร้างค่านิยมและการยอมรับให้แก่กิจการ ช่วยให้กิจการค้าเจริญก้าวหน้าตามลำดับ
นอกจากนี้ ควรมีคุณธรรมต่อไปนี้ด้วย
1.ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต จะต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน ต่อตัวเอง ต่อสินค้า ต่อลูกค้า ต่อกิจการ หมายถึงว่า ต้องตรงไปตรงมา มีความจริงใจ พูดความจริง ไม่หลอกลวงลูกค้าหรือบิดเบือนความจริง ทำงานตรงต่อเวลา ไม่หลีกเลี่ยงงาน ไม่สร้างสถานการณ์ที่คดโกงผู้อื่น ฯลฯ
2.ต้องมีศรัทธาและจงรักภัคดีต่อกิจการ จะต้องตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกิจการจะอยู่รอดหรือเจริญรุ่งเรือง ตนเองมีส่วนร่วมด้วย
3.ต้องมีใจรักอาชีพการขาย ผู้ขายต้องมีใจรักอาชีพการขาย ถ้าปราศจากหลักธรรมข้อนี้ ย่อมไปไม่รอด แม้ว่าจะมีคุณธรรมข้ออื่นทุกข้อ แต่ขาดเพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็ทำให้คุณธรรมข้ออื่นล้มเหลวได้ คุณธรรมข้อนี้สามารถครอบคลุม และจรรโลงคุณธรรมข้ออื่นๆ หมด บุคคลที่ชิงชังอาชีพของตนย่อมไม่มีความกระตือรือร้น ทำให้ขาดความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
4.พึงละเว้นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น การพูดจาส่อเสียดก็ดี การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นทางเสื่อมเสียก็ดี หรือการนินทาว่าร้ายผู้อื่นก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต้องละเว้นไม่พึงกระทำ เพราะเป็นการสร้างศัตรูและทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ
5.พึงละเว้นการโต้เถียง ในการขายมักจะต้องประสบกับการโต้เถียงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเสมอ ดังนั้น ผู้ขายต้องพยายามอย่างสุดความสามารถในการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับลูกค้า เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และเพื่อให้เกิดการขายได้
6.อย่าเอาความเขลาของผู้อื่นมาเป็นเรื่องตลกขบขัน ในบางครั้งผู้ขายมักจะพบกับลูกค้าที่ทำอะไรเปิ่นๆ ผู้ขายอาจจะคิดว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องตลกขบขัน และนำมาพูดล้อเลียนให้ดูเป็นกันเอง แต่อย่าไปใช้กับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกค้า เพราะไม่ใช่วิธีการสร้างความเป็นเพื่อนหรือความเป็นกันเองอย่างแน่นอน จึงต้องหลีกเลี่ยงเสีย
7.หลีกเลี่ยงความเกียจคร้าน ความเกียจคร้านเป็นนิสัยที่ไม่ดีสำหรับทุกคน เพราะจะทำให้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างได้
8.ต้องมีความอดกลั้น ความอดกลั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ขายต้องยึดมั่น ในการทำงานทุกอย่างต้องใช้เวลารอคอยผลที่หวังไว้ ซึ่งอาจจะเร็วหรืออาจจะช้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสามารถทางงานขาย หรือเรื่องรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น



การบริหารสินค้า

แนวคิด
1.สินค้ามีความสำคัญที่สุด เจ้าของร้านจะต้องเตรียมสินค้าไว้ให้พร้อมที่จะบริการ ในเวลาที่ลูกค้าต้องการ ในราคาที่เหมาะสม
2.ร้านขายปลีกต้องมีการวางแผนว่าจะนำสินค้าประเภทใดมาขายในจำนวนเท่าใด ช่วงเวลาไหน และต้องนำมาเก็บไว้ที่ใดก่อน
3.การเลือกซื้อสินค้า ต้องดูว่าจะเลือกซื้อจากที่ไหน มีข้อตกลงและต่อรองกันอย่างไร
4.เมื่อซื้อสินค้ามารอขาย ต้องเลือกวิธีการเก็บรักษาให้เหมาะสมกับชนิด ขนาด มีการลงรายการเพื่อสะดวกในการนำออกขาย
5.การตั้งราคาสินค้าต้องคำนึงถึง ต้นทุน ค่าขนส่ง ชนิดของสินค้า และการแข่งขันในตลาด

ความสำคัญของสินค้า

สินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของร้านขายปลีก คือ การมีสินค้าไว้พร้อมที่จะขายเมื่อลูกค้าต้องการ โดยคำนึงถึงสินค้าที่ถูกต้อง ในจำนวนที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง และในเวลาที่ถูกต้อง
เจ้าของร้านขายปลีกต้องมีความรู้ว่า สินค้าแต่ละอย่างว่าจะมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร ส่วนใดของสินค้าที่ใช้เป็นสิ่งจูงใจลูกค้าได้มากที่สุด การเลือกชนิดสินค้าที่เหมาะสม และในปริมาณที่พอสมควร ไม่ทำให้ทุนจม หรืออาจทำให้ได้กำไรน้อยลงไป
การจัดการสินค้าที่ดีมาขายในร้านเท่ากับขายได้แล้วครึ่งหนึ่ง โดยหน้าที่แล้วร้านขายปลีกเป็นตัวแทนเลือกซื้อสินค้าตามความต้องการของลูกค้า จึงมีความรับผิดชอบทั้งต่อลูกค้าและร้านค้าในขณะเดียวกัน คนจะไม่ซื้อสินค้าจนกว่าผู้ขายจะชักจูงให้เห็นว่า สินค้านั้นให้ประโยชน์แก่เขาได้จริงๆ ผู้ขายต้องเน้น ต้องชี้ให้เห็นว่าจะมีผลอย่างไรเมื่อเขาซื้อสินค้านั้นไป
ความรู้เกี่ยวกับสินค้าเป็นพื้นฐานของการขาย ผู้ขายที่มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่ขาย จะทำให้จัดการปัญหาต่างๆ ที่พบในการขายได้อย่างมั่นใจ การรู้ว่าสินค้าที่เสนอแก่ลูกค้านั้นจะให้ผลได้ผลเสียอย่างไร ต้องตอบคำถามตัวเองก่อน
1.ใช้ทำอะไร ทำได้วิธีใด ใช้ง่าย สะดวกสบายหรือไม่
2.รูปร่างสินค้าแปลกใหม่ ไม่เหมือนใครหรือไม่ สวยงามอย่างไร
3.เปรียบเทียบราคากับสินค้าที่เหมือนกัน เป็นอย่างไร ถ้าสูงกว่า คุณภาพดีกว่าหรือไม่
4.จะระวังรักษาสินค้าอย่างไร คงทนเพียงใด
5.การบริการสะดวกเพียงใด มีประกันหรือไม่ หาอะไหล่ง่ายหรือเปล่า
6.คนที่เคยซื้อไปใช้แล้วเป็นอย่างไร มีข้อรับรองใดๆ มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างหรือไม่

ยิ่งผู้ขายมีความรู้เรื่องสินค้าที่ขายมากเพียงไร ก็จะดำเนินการขายได้ง่ายขึ้นเท่านั้น และยังสามารถชักจูง
ความสนใจผู้ซื้อให้มาสู่สินค้าต่างๆ ที่สัมพันธ์กับสินค้าที่เคยซื้อไป ควรแสดงให้เห็นคุณค่าของสินค้าที่แนะนำ ข้อมูลที่ผู้ขายให้แก่ลูกค้าต้องเข้าใจง่ายในลักษณะการสนทนา นอกจากเรื่องราคาแล้วปัจจัยต่างๆ เช่น คุณภาพของสินค้าเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกสบาย รูปร่างลักษณะ จะเป็นเรื่องที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ เพราะ ประโยชน์ของสินค้าเป็นสิ่งดึงดูดใจลูกค้าอยู่แล้ว ความสมบูรณ์ของสินค้าอาจส่งผลต่อการขายด้วย

การวางแผนสินค้า

ร้านขายปลีกแต่ละร้านจะมีสินค้ามากมายหลายชนิด เจ้าของร้านจะต้องดูแลสินค้าแต่ละรายการว่ามีต้นทุนและกำไรต่อหน่วยต่อชิ้นเท่าใด เมื่อใดควรจะสั่งเพิ่มเติม ในปริมาณเท่าใด สินค้าใดที่ขายได้มากที่สุด เจ้าของร้านค้าจึงต้องวางแผนสินค้าในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้
1.การเลือกประเภทและชนิดของสินค้าที่จะนำมาจำหน่าย ต้องพิจารณาเลือกสินค้าหลายๆ ประเภท และแต่ละประเภทควรเลือกมาขายหลายๆ แบบ หลายๆ ตรา ให้ลูกค้ามีโอกาสเลือก นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาราคาและคุณภาพของสินค้าว่าเหมาะสมกับร้าน และความต้องการของลูกค้า
2.การคาดคะเนความต้องการของสินค้า เจ้าของร้านค้าที่คาดคะเนความต้องการสินค้าแต่ละประเภท แต่ละชนิดได้ถูกต้องในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถจัดหาสินค้าเพียงพอแก่ความต้องการ ไม่มากเกินไปจนทำให้ทุนจม จนไม่มีเงินทุนไปลงทุนสินค้าอื่น เป็นการเปล่าประโยชน์ หรือมีน้อยเกินไป จนสินค้าบางชนิดขาดมือ ในขณะที่ลูกค้าต้องการ ก็ทำให้พลาดโอกาสในการขาย การได้กำไร และลูกค้ายังขาดความเชื่อมั่นในร้านค้าของเราด้วย
3.การกำหนดระยะเวลาในการสั่งซื้อ การรู้ว่าเมื่อใดจะซื้อสินค้าประเภทใด ชนิดใด จำนวนเท่าใด จะเป็นการสะดวกในการจัดการ เรื่องสถานที่เก็บและงบประมาณการจัดซื้อ ตลอดจนเวลาที่ใช้ด้วย
4.กำหนดสถานที่เก็บสินค้า การเตรียมสถานที่ให้พร้อมก่อนจัดซื้อสินค้า หมายถึง ช่วยให้การขนถ่าย การเก็บรักษา ตลอดจนการนำมาจำหน่ายสะดวก สินค้าไม่เสียหาย ชำรุด หรือสูญหายอีกด้วย

การซื้อสินค้า

1.การเลือกแหล่งสินค้า การติดต่อหาซื้อสินค้ามาจำหน่ายนั้น เลือกได้จากผู้ผลิตโดยตรง พ่อค้าคนกลาง ร้านขายส่ง และตัวแทนจำหน่ายสินค้า การเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งใด ต้องพิจารณาเงื่อนไขและผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นสำคัญ ในเรื่อง ราคาและคุณภาพ บริการจัดส่ง การรับประกันคืนสินค้าที่ชำรุดเสียหาย การให้เครดิตชำระเงินระยะยาว เป็นต้น
2.ข้อตกลงในการซื้อสินค้า การซื้อสินค้าจากแต่ละแหล่ง มีเงื่อนไขข้อตกลง และผลประโยชน์แตกต่างกันตามการเจรจาต่อรอง ผู้ซื้อสินค้ามาจำหน่ายต้องต่อรองเรื่องคุณภาพ การให้ส่วนลด การให้เครดิต การบริการขนส่งและระยะเวลาการนำส่ง การต่อรองที่ดีจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ และผลประโยชน์แก่ร้านของเราด้วย
3.การตรวจรับสินค้า การรับและตรวจสอบสินค้าเป็นสิ่งจำเป็น เจ้าของร้านควรจัดให้มีสมุดรับสินค้า ซึ่งระบุจำนวน วันเวลารับสินค้า ผู้ส่ง น้ำหนัก ค่าขนส่ง ราคาสินค้า และรายการอื่นๆ เช่น กำหนดวันจ่ายเงิน ส่วนลด เป็นต้น
การตรวจสอบสินค้าหากครบถ้วนถูกต้องตามจำนวนและคุณภาพที่กำหนดแล้ว ก่อนจะขนถ่ายสินค้าไปเก็บ ให้ลงบัญชีสินค้าและติดราคา หรือเครื่องหมาย รอการจำหน่ายต่อไป
ถ้ามีสินค้าเสียหาย หรือขาดหายไม่ครบจำนวน ให้แจ้งผู้ส่งสินค้าทันที เพื่อแก้ไข เพิ่มเติมหรือชดใช้ค่าเสียหาย

การเก็บรักษาสินค้า

การเก็บรักษาสินค้าจะต้องแยกประเภทเป็นหมวดหมู่ ขนาด และอื่นๆ ให้ตรงกับที่ระบุไว้ในรายการสินค้า เพื่อสะดวกในการค้นหา
ในการเก็บสินค้าลงในชั้น จะต้องให้ป้ายราคา และตราสินค้าหันออกมาด้านหน้า ที่สามารถมองเห็นได้โดยง่าย และต้องหมุนเวียนให้สินค้าเก่าอยู่ด้านหน้า หรือด้านบนสุด มิฉะนั้นสินค้าเก่าจะตกค้างอยู่เรื่อยไปโดยไม่จำเป็น และทำให้ขายไม่ออก ซึ่งเป็นผลเสียแก่กิจการในที่สุด

วิธีการเก็บรักษาสินค้า ควรปฏิบัติดังนี้
1.ทำความสะอาดสินค้า ชั้นวางของ และสถานที่ ก่อนจะเปิดร้าน และระหว่างเวลาว่าง
2.จัดสถานที่เก็บสินค้าให้เหมาะสม น่าดู เรียบร้อยเสมอ
3.จับต้องสินค้าอย่างระมัดระวัง มิให้เปรอะเปื้อน
4.สินค้าที่กำลังลดราคา หรืออยู่ในระหว่างโฆษณา จะต้องได้รับความสนใจเป็นพิเศษ สามารถหยิบมาให้ลูกค้าได้ทันที
5.เพิ่มเติมสินค้าในที่เก็บเสมอ อย่างน้อยควรใช้จำนวนขายต่อสัปดาห์เป็นเกณฑ์
6.ใช้ความนิ่มนวลและวิธีการที่เหมาะสมในการให้ลูกค้าลองสินค้า
7.หลังจากการขายเสร็จสิ้น จะต้องเก็บสินค้าให้เข้าที่เดิมเสมอ

การตั้งราคาขายสินค้า
ในการตั้งราคาขายปลีก จะต้องคำนึงถึง
ต้นทุน ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา วิธีการขาย บริการ และกำไรตามต้องการ
นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในเรื่องต่อไปนี้
1.ชนิดของสินค้า สินค้าบางชนิดเสื่อมคุณภาพเร็ว เช่น ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ต้องตั้งราคาขายในช่วงแรกไว้สูง ให้คุ้มกับที่เหลืออยู่ หรือสินค้าที่ขายตามฤดูกาล เช่น ชุดว่ายน้ำ ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว เป็นต้น
2.การแข่งขัน ต้องคำนึงถึงการตั้งราคาขายของร้านอื่นๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน เพราะถ้าตั้งราคาสูงกว่าจะขายได้ยาก อาจต้องเพิ่มบริการให้ดีกว่า ในการแข่งขันกันนั้นอาจมีการขายตัดราคาเป็นการชักจูงลูกค้าให้เข้าร้านอีกด้วย



ศิลปการขายสินค้าและบริการในร้านขายปลีก

แนวคิด
1.การขายสินค้าในร้านขายปลีกเป็นกระบวนการที่มีศิลปะมีขั้นตอน ตั้งแต่ลูกค้าเข้าร้านจนถึงลูกค้าซื้อสินค้าจากร้านไป
2.ร้านขายปลีกสินค้า ควรจัดให้บริการแก่ลูกค้าในเรื่องต่างๆ เช่น การหีบห่อ การจัดส่งสินค้า การรับสั่งสินค้าทางโทรศัพท์ การปรับปรุงแก้ไขสินค้า ตลอดจนการสับเปลี่ยนหรือคืนสินค้า เป็นต้น
3.ผู้ขายสินค้าในร้านขายปลีกควรเรียนรู้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นได้

กระบวนการขายสินค้าและบริการ
การขายสินค้าเป็นกระบวนการทำให้สินค้าและบริการสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่การคาดคะเน การเสนอขาย การจัดการกับปัญหา ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1.การต้อนรับลูกค้า การทักทายลูกค้าไม่ได้อยู่ที่ผู้ขายพูดมากเพียงใด แต่อยู่ที่พูดอย่างไร น้ำเสียง ท่าทางและสายตา เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ การแสดงอาการกระตือรือร้น เมื่อลูกค้าเข้ามาในร้าน จะสร้างความอบอุ่นใจให้ลูกค้า โดยถามว่า ต้องการสินค้าอะไรค่ะ/ครับ การถามคำถามเป็นการวัดความสนใจของลูกค้า เป้นการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าก่อนที่จะมุ่งไปสู่การขายสินค้า เพราะการให้ลูกค้าตอบก็เพื่อผู้ขายจะได้พูดต่อไป
2.การเสนอหรือแสดงตัวสินค้า เมื่อรู้ความต้องการของผู้ซื้อแล้ว ให้นำสินค้าออกมาให้ลูกค้าชมโดยเร็ว ผู้ขายต้องรู้ว่า สินค้านั้นอยู่ที่ไหน ให้หยิบโดยทันที ในจำนวนที่มากพอให้ลูกค้ามีโอกาสเลือก แต่ต้องไม่มากเกินความจำเป็น ผู้ขายต้องเร้าความอยากได้ และสร้างความมั่นใจด้วยการ
ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจว่าสินค้านั้นคืออะไร ให้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
สร้างความมั่นใจในสินค้าด้วยการอธิบายถึงลักษณะพิเศษของสินค้า คุณภาพ คุณค่า ราคา เช่น เป็นสินค้ารุ่นใหม่ คุณภาพดี หรืออยู่ในช่วงแนะนำ ราคาจึงลดพิเศษ
จำนวนลูกค้าที่ซื้อแล้วพึงพอใจ
จำนวน/ปริมาณการขายในปีที่ผ่านมา และกำลังจะขายได้
สาธิตการใช้โดยให้ทดลอง สร้างความพึงพอใจด้วยการทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ
3.การตอบคำถามข้อข้องใจ ปัญหาของผู้ซื้อแต่ละคนมีแตกต่างกัน ให้พยายามตอบอย่างตรงไปตรงมา อย่าได้แย้งลูกค้า ถ้าหากต้องพูดถึงสินค้าของร้านอื่นๆ ให้ตอบคำถามนั้นอย่างรอบคอบ พูดให้สั้นที่สุด
ในทางปฏิบัติ เมื่อลูกค้าต้องการสินค้า แต่คิดว่าราคาสูงเกินไป ผู้ขายควรเน้นถึงคุณค่าของสินค้า แสดงให้เห็นว่าสินค้าที่มีราคาสูงย่อมมีคุณภาพดี หรือผู้ขายที่มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าเป็นอย่างดี จะสามารถเปลี่ยนการปฏิเสธไปเป็นเหตุผลที่จะทำให้ลูกค้าซื้อได้ เช่น ลูกค้าพูดว่า ผ้าผืนนี้ค่อนข้างจะบางเกินไป ผู้ขายอาจพูดว่า ผ้าผืนนี้เนื้อดี สามารถให้ความอบอุ่นได้โดยไม่ต้องหนามาก ใช้ได้สะดวกสบาย
4.การปิดการขาย เมื่อขจัดข้อโต้แย้ง ตอบคำถามลูกค้าจนเป็นที่พอใจแล้ว ผู้ขายต้องมีไหวพริบในการปิดการขายทางอ้อม แต่ต้องถามให้ลูกค้าตัดสินใจ เรื่อง แบบ สี ขนาด ชนิด ประเภท หรือถามว่าจะให้ห่อของขวัญไหม
แม้จะปิดการขายแล้ว แต่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อร้านค้านั้น เป็นการส่งเสริมค่านิยมโดยการ
แสดงความเอื้ออาทร เช่น ถามว่า จะเอาไปอย่างไร
กล่าวขอบคุณและสนทนาอย่างเป็นกันเอง
ไต่ถามถึงสินค้าที่เคยซื้อไป หรือเรื่องอื่นๆ
ชมเชยบางสิ่งบางอย่างของลูกค้า เช่น การแต่งกาย เสื้อผ้า หรือลูกหลานที่นำไปด้วย
ข้อควรระวัง เมื่อลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ต้องแสดงความหวังว่า ครั้งต่อไปจะกลับมาซื้อสินค้าอีกอย่างสุภาพ
5.การแนะนำสินค้าอย่างอื่น ภายหลังการขายแล้ว ผู้ขายที่มีอัธยาศัยดีจะพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ความมีไมตรีระหว่างกันนี้ เป็นช่องทางให้ผู้ขายได้แนะนำสินค้าอื่นๆ ทั้งสินค้าที่เข้ามาใหม่ สินค้าช่วงลดราคา สินค้าที่มีขนาดใหญ่ประหยัดกว่า สินค้าชนิดพิเศษของร้าน สินค้าที่ใช้ทดแทนกันได้ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความนิยมร้านค้าด้วย

การบริการลูกค้า
การขายปลีกหน้าร้าน ได้ขยายตัวเกิดขึ้นมากมาย และเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว จากร้านขายสินค้าข้างถนนแบบธรรมดาขายของชำ เป็นร้านสรรพสินค้า ร้านสรรพาหารและอื่นๆ จึงมีการแข่งขันกันมากเพื่อความอยู่รอด ร้านขายปลีกจำเป็นต้องเอาใจลูกค้าด้วยการให้บริการต่างๆ จูงใจลูกค้าซื้อสินค้าเป็นประจำ เป็นการหวังผลในระยะยาว
การให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม จะเสียค่าใช้จ่ายไม่มากก็น้อย เจ้าของร้านต้องเลือกบริการที่เหมาะสม คุ้มค่า ช่วยให้ลูกค้าพอใจยิ่งขึ้น สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น มีกำไรมากขึ้น

บริการที่ร้านขายปลีกจัดให้ลูกค้า
1.การหีบห่อสินค้า การหีบห่อสินค้าแต่ละร้านค้าจะแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า ถ้าร้านค้าที่ขายสินค้าสมัยนิยม ของขวัญ จะต้องหีบห่อสวยงามกว่าร้านขายยา ขายอาหาร ที่จะใช้ถุงที่สะดวกแก่การถือ บนถุงจะมีชื่อร้านเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้านด้วย
ผู้ขายต้องรู้วิธี และมีความชำนาญในการหีบห่อสินค้าด้วย โดยการหีบห่อรวดเร็ว เหมาะสมกับสินค้า ประหยัดค่าใช้จ่าย
2.บริการส่งสินค้า สินค้าที่มีน้ำหนักมาก ขนาดใหญ่ ร้านค้าจำเป็นต้องบริการส่งถึงบ้าน หรือถึงที่จอดรถ เพราะลูกค้าไม่สะดวกที่จะนำไปเองได้ อย่างไรก็ตามจะต้องมีการประเมินผลได้ผลเสียจากบริการส่งสินค้า และควรหรือไม่ที่จะคิดค่าบริการจากลูกค้า
3.การปรับปรุงแก้ไข สินค้าบางอย่างจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนให้เข้ากับความต้องการของผู้ซื้อ เช่น สินค้าประเภทเสื้อผ้า จะมีปัญหาเรื่องความสั้น ยาวเสมอ ส่วนใหญ่เป็นบริการฟรี เพราะเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่าปกติ
4.การให้เปลี่ยนหรือคืนสินค้า การรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้า เป็นสิ่งที่ร้านค้าปลีกหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าปฏิเสธจะเสียลูกค้าไป ทางร้านจำเป็นต้องรักษาค่านิยมของลูกค้าไว้ แต่การรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าก็เป็นสิ่งที่ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
การให้บริการที่มีประสิทธิภาพสามารถเสริมสร้างความพอใจความชอบแก่ลูกค้า จนเป็นลูกค้าประจำของร้านค้า
เมื่อลูกค้าตำหนิสินค้าหรือบริการ ควรปฏิบัติตน ดังต่อไปนี้
ฟังพร้อมกับทำความเข้าใจ แสดงให้เห็นถึงความสนใจ เต็มใจที่จะช่วยเขาอย่างจริงใจ อย่ากล่าวโทษคนอื่นหรือแก้ตัว แต่รับผิดชอบจะแก้ปัญหาให้ได้เร็วที่สุด
ค้นหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้พบ ทบทวนประเด็นสำคัญของเรื่องให้ตรงกันว่าคืออะไรแน่ ส่วนลด เปลี่ยนใหม่ ขอเงินคืน
เสนอการแก้ปัญหาและขอรับการสนับสนุนจากเขา เมื่อพบว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แล้วเสนอวิธีแก้ปัญหา ขอความเห็นจากลุกค้าก่อน จึงลงมือแก้ปัญหา
ติดตามผลการให้บริการ โทรศัพท์ติดตามผลว่า การแก้ปัญหานั้นลูกค้าพึงพอใจ เป็นการสร้างความประทับใจในบริการ แต่ถ้าไม่สามารถทำให้ลูกค้าได้ตามที่คาดหวัง ให้บอกเขาอย่างสุภาพอย่าได้เถียงเป็นอันขาด

5.ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ ปัจจุบันวิธีการสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์เป็นที่นิยมมากขึ้น เป็นหน้าที่ดดยตรงที่ผู้ขายจะต้องรับการสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว โดยปฏิบัติดังนี้
5.1รีบรับสายโดยรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ลูกค้ารอนาน
5.2รับสายแล้วบอกชื่อ แผนกที่ทำงาน ด้วยน้ำเสียงสุภาพ ชัดเจน
5.3เมื่อลูกค้าถามเกี่ยวกับสินค้า ต้องรีบอธิบาย และถ้าต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม ต้องขอโทษลูกค้าก่อน และเมื่อได้มาแล้วควรรีบชี้แจงทันที
5.4ถ้ามีโทรศัพท์ต่อผิดเข้ามา ควรใช้คำพูดที่สุภาพด้วย ถ้าผิดแผนก ให้ดอนสายให้แก่แผนกที่ลูกค้าต้องการ
6.การรับเงินและการทอนเงิน ร้านขายปลีกขนาดเล็ก ผู้ขายจะเป็นผู้รับเงินและทอนเงินเอง แต่ร้านขนาดใหญ่ จะมีพนักงานรับเงิน และให้ใบเสร็จรับเงิน
ในกรณีที่ลูกค้าให้ธนบัตรมูลค่าสูงกว่าราคาสินค้า จะต้องมีการทอนเงินที่รวดเร็วและไม่ผิดพลาด ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

ลำดับขั้นตอนการทอนเงิน
1.แจ้งยอดเงินรวมราคาสินค้า และรับเงินจากลูกค้า
2.นับเงินทอน โดยนับเพิ่มจากค่าสินค้าเรื่อยไปจนครบยอดเงินที่ลุกค้าจ่ายมาให้
3.เงินทอนควรเป็นธนบัตรและเงินเหรียญที่มีมูลค่าสูงสุด เพื่อความสะดวก
ตัวอย่าง ลูกค้าซื้อสินค้า 62.50 บาท จ่ายธนบัตรใบละ 500 บาท ให้ ต้องนับเงินทอนให้ดังนี้
หยิบเหรียญ 50 สตางค์ 1 เหรียญ นับ 63 บาท
หยิบเหรียญ 1 บาท ที่ละเหรียญ นับ 64 บาท 65 บาท
หยิบเหรียญ 5 บาท 1 เหรียญ นับ 70 บาท
หยิบเหรียญ 10 บาท 1 เหรียญ นับ 80 บาท
หยิบธนบัตร 20 บาท 1 ใบ นับ 100 บาท
หยิบธนบัตร 100 บาท 4 ใบ นับ 200, 300, 400 และ 500
4.นับเงินทอน 2 ครั้ง คือ นับเงินเพื่อทอน และนับเงินส่งให้ลูกค้าอีกครั้งเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

การแก้ไขปัญหาการขายสินค้าและบริการ
1.การต้อนรับลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายในเวลาเดียวกัน ลูกค้าทุกคนต้องการความเอาใจใส่และบริการจากผู้ขาย เมื่อพบเหตุการณ์ดังนี้ ผู้ขายต้องรู้กาลเทศะ และอดทน เลือกลูกค้าที่มีลักษณะใจดีเป็นกันเองให้เลือกสินค้ารอก่อน โดยขอโทษ และขอตัวมาต้อนรับลุกค้ารายอื่นได้ เพราะคนเราโดยปกติจะไม่ถือสาเมื่อเห็นผู้ขายกุลีกุจอจะช่วยเขาเช่นนั้นก็รอได้ แต่ถ้ามีคนขายอื่นมาช่วยต้อนรับได้ก็จะเป็นการดี
2.ลูกค้าที่นำลูกมาในร้านด้วย เด็กที่นำมาด้วยอาจร้องกวนพ่อแม่ ในสถานการณ์นี้ผู้ขายต้องพยายามสร้างความเป็นมิตรกับลูกของลูกค้า โดยเฉพาะถ้าสามารถทำให้เด็กหายร้องไห้ด้วยแล้วลูกค้าจะพอใจ และอาจซื้อสินค้า
3.ลูกค้าเข้ามาเป็นกลุ่ม ในกรณีที่ลูกค้ามากับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว จะมีการแนะนำกันเองในการซื้อ ในสถานการณ์นี้ผู้ขายต้องพิจารณาดูว่า สมาชิกคนใดมีอิทธิพลต่อลุกค้ามากที่สุด ผู้ขายต้องพยายามให้บุคคลดังกล่าวมีส่วนในการสนทนา โดยชี้ให้เห็นถึงคุณค่า ข้อได้เปรียบของสินค้าที่เลือกอยู่นั้น เพราะอาจได้รับความช่วยเหลือในการเสนอแนะกับสมาชิกอื่นๆ ด้วย
4.ความสามารถในการติดต่อกับลูกค้าประเภทต่างๆ ผู้ขายจะพบกับลุกค้าประเภทต่างๆ ที่ต้องใช้ความสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ให้ได้ทุกสถานการณ์ ลูกค้าอาจจำแนกได้ดังนี้

ชอบใช้เหตุผลโต้ตอบ โดยจะเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของผู้ขาย มีเหตุผลมากล่าวอ้าง ผู้ขายต้องหลีกเลี่ยงการโต้แย้ง การชนะ เพราะจะทำให้ขายสินค้าไม่ได้ และเสียลูกค้า ต้องนิ่งฟังเหตุผล และจะพูดเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของสินค้า

ชอบหน่วงเหนี่ยว เป็นลุกค้าที่ไม่มั่นใจในตนเอง มักจะพูดว่า “อยากรอไปก่อน” ผู้ขายต้องช่วยเสริมความมั่นใจด้วยการนำสินค้าที่ดูแล้วว่าลูกค้าไม่สนใจออกไปก่อน เพื่อให้ทางเลือกแคบเข้า

ชอบดูสินค้าเปรียบเทียบ เป็นลูกค้าที่มาดูสินค้าเพื่อสืบราคาเปรียบเทียบ โดยแจ้งว่าจะขอดูก่อน ผู้ขายต้องยิ้มแย้ม ตอบว่า “ไม่เป็นไร เชิญชมตามสบาย มีอะไรให้รับใช้ กรุณาเรียกได้” เป็นการวางฐานการขายทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ อาจกลับมาซื้อในอนาคต

พวกไม่ชอบพูด แต่มีความตั้งใจเลือกดูสินค้า ผู้ขายต้องใช้คำถามตรงๆ ที่ได้รับคำตอบมากกว่าใช่-ไม่ใช่

พวกตัดสินใจเลือกสินค้าเอง ลูกค้าประเภทนี้ต้องการและมีความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าหรือที่ได้รับบริการ แม้จะดูไม่สนใจข้อเสนอแนะจากผู้ขายก็ตาม

พวกใจร้อนโกรธง่าย ลูกค้าที่อารมณ์เสียง่าย ผู้ขายต้องหลีกเลี่ยงการโต้แย้ง

ข้อควรระวัง ผู้ขายต้องไม่แสดงอาการดูถูกดูแคลนความคิดเห็นของบุคคลบางคนในกลุ่มเป็นอันขาด ท่าทีที่ดี และการเข้าถึงที่เป็นมิตรกับลูกค้า จะสร้างความประทับใจขึ้นโดยอัตโนมัติ การที่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าได้ทุกข้อ จะสร้างความศรัทธาต่อสินค้า เป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เขาต้องการ

ปัญหาและแนวโน้มของการดำเนินงานร้านขายปลีก

แนวคิด
1.ในการดำเนินงานร้านค้าขายปลีก ผู้ประกอบการจะประสบกับปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสินค้า ลูกค้า การแข่งขันกับร้านค้าอื่น ซึ่งต้องแก้ไขโดยนำข้อมูลที่บันทึกไว้มาวิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งควรนำประสบการณ์เดิมมาพิจารณาด้วย
2.แนวโน้มการดำเนินงานร้านขายปลีก ผู้ประกอบการต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้ทันกับสภาพการณ์ ในด้านตัวผู้บริโภค สินค้า สภาพเศรษฐกิจ

ปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาในร้านขายปลีกสินค้าและบริการ

ในการเปิดร้านค้าแต่ละวัน ผู้ประกอบการจะประสบกับปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า การซื้อ-การขาย สินค้าและบริการ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามีหลายประการ ทั้งที่เกิดภายในร้านเอง และจากสภาพแวดล้อม ต่อไปนี้คือปัญหาที่มักเกิดขึ้น

1.สินค้ามีข้อบกพร่อง อาจเป็นเรื่องสีสัน ขนาด คุณภาพ หรือประสิทธิภาพ ไม่เป็นที่ต้องการของลูกค้า
2.การวางแผนการขายผิดพลาด อาจเป็นเรื่องการคาดคะเนยอดขายสูงไป ทำให้การจัดซื้อสินค้ามาเก็บไว้มากเกินไป ในทางตรงกันข้าม หากซื้อมาน้อยไปเกิดภาวะสินค้าขาดมือเสียโอกาสการขายเสียรายได้ที่ควรได้ หรือการเลือกลูกค้าเป้าหมายผิด สินค้าที่นำมาขายกลุ่มวัยรุ่น แต่กลุ่มวัยรุ่นไม่มีเงินพอจ่าย จึงไม่สนใจ
3.การกำหนดราคาผิดพลาด การตั้งราคาขายไม่ว่าต่ำไปหรือสูงไป ย่อมเป็นปัญหาในการขายสินค้าทั้งสิ้น
4.พนักงานขาย หากในห้าง/ร้านจ้างพนักงานที่ไม่ตั้งใจปฏิบัติงาน ไม่ดูแลให้บริการลูกค้า ย่อมสร้างความเสียหายแก่ร้านได้
5.ค่าใช้จ่ายต่างๆ การควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในร้านค้าไม่ดี มีทางรั่วไหล สูญเปล่า อาจทำให้กิจการขาดทุนได้
6.การแข่งขันกับร้านค้าอื่น การที่ร้านอื่นมีสินค้าที่ทันสมัยกว่า สวยกว่า ดีกว่า ทำให้สินค้าในร้านล้าสมัย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดต่อไป หรือการที่ร้านอื่นลดราคา เพิ่มบริการตลอดจนเพิ่มขนาด ก็เป็นปัญหาให้กระทบการขายของร้านด้วย

แนวทางแก้ไขปัญหา
ผู้ประกอบการร้านขายปลีกที่ประสบปัญหา จะคิดหาทางแก้ไขปัญหาหลายๆ วิธี และต้องตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม ซึ่งการจะตัดสินใจเลือกวิธีใดนั้น มีหลักในการพิจารณา ดังนี้
1.ประสบการณ์ เป็นการเลือกใช้ข้อมูลของแต่ละคนที่ผ่านพบการแก้ปัญหาลักษณะต่างๆ มาแล้ว จึงมีประสบการณ์การเรียนรู้ เมื่อพบปัญหาลักษณะคล้ายกัน ก็นำประสบการณ์เดิมมาใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ใหม่
2.ข้อเท็จจริง สภาพแวดล้อมต่างๆ ในขณะเกิดปัญหาแต่ละครั้ง ต้องนำมาพิจารณาเป็นหลักในการตัดสินใจแก้ปัญหา เพราะข้อเท็จจริงแต่ละครั้งจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน
3.มาตรฐานการดำเนินงาน แต่ละร้านค้าย่อมมีมาตรฐานที่ตั้งไว้ต่างกัน การเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเหมาะสม และไม่ขัดกับมาตรฐานของร้านค้าที่ตั้งไว้
4.วิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหาที่มีขั้นตอน มีการเก็บข้อมูลบันทึกไว้ และนำมาวิเคราะห์อย่างถูกต้อง ตลอดจนสรุปผล นำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ

แนวทางการดำเนินร้านขายปลีกในอนาคต
การดำเนินงานร้านขายปลีก เป็นธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทั้งในเรื่องรูปแบบการดำเนินงาน การเลือกสินค้ามาขายในร้าน การแข่งขันกันด้านบริการ หรือการเรียกร้องความสนใจลูกค้า ผู้ประกอบการ หรือผู้ขายในร้านขายปลีก จะต้องทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปให้ทัน เพื่อจะได้ปรับปรุงการดำเนินธุรกิจของตนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ซึ่งจะได้แก่เรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.ผู้บริโภค ปัจจุบันผู้บริโภคมีการศึกษาดีขึ้น รู้จักเลือกซื้อสินค้า มีการเปรียบเทียบคุณภาพก่อนการตัดสินใจซื้อ เพื่อความแน่ใจว่าได้ประโยชน์คุ้มค่าเงินที่เสียไป นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมีอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ที่ทำให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าในตลาด
ผู้ประกอบการหรือผู้ขายจะต้องสนใจความต้องการ ทัศนคติ แบบอย่างการซื้อสินค้าของลูกค้า เพื่อสร้างความพอใจสูงสุด อาจเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจน บริการการขายที่ประทับใจ หรือราคาขายที่เหมาะสม ทั้งนี้ผู้ประกอบการ หรือผู้ขายต้องสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานให้ทันสนองความต้องการของผู้บริโภค
2.สินค้า สินค้าในท้องตลาดมีรูปแบบใหม่ๆ มากมาย ให้ลูกค้าเลือกซื้อ เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต ทำให้มีกรรมวิธีการผลิตใหม่ๆ วัสดุที่ใช้ก็เปลี่ยนไป สินค้ารูปแบบใหม่ที่ดูทันสมัยจึงเข้ามาแทนที่เร็วกว่าสมัยก่อน ทำให้สินค้าเดิมล้าสมัย ลูกค้าเสื่อมความนิยม
ผู้ประกอบการจะต้องมีความรอบรู้ความเคลื่อนไหวของตลาดสินค้า ติดตามข้อมูลต่างๆ ให้ทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานในห้างร้านของตน
3.ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค หากเศรษฐกิจดี ประชาชนมีงานทำ สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้มากขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจไม่ดีสินค้าจะขายได้น้อยลงด้วย ผู้ประกอบการขายจะต้องมีข้อมูล แนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานในห้างร้านได้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ การตัดสินใจลงทุนจะได้ไม่ผิดพลาด
4.แนวโน้มเรื่องประชากร จำนวนผู้คนเป็นตัวกำหนดการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของตลาด การเลือกที่อยู่อาศัยของคน มีแนวโน้มอยู่ในที่ใดมาก เพราะเหตุใด เป็นเรื่องที่ควรติดตามเพื่อดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงได้



By:   http://www.sunstore2002.com

<<กลับ     ไปหน้า Lifestyle Channel


views[51674]  |  share   



ส่งเมล์หน้านี้ให้เพื่อน    ตั้งเว็บนี้ เปิดเป็นหน้าแรก
  Home  | บ้านขาย-เช่าราคาถูก | โฆษณาฟรี | บ้านเช่าดอทเนต | ฝากขายบ้าน | โฮมออฟฟิศให้เช่า | ฝากบ้านเช่า



thai2home.com
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved